Home > News


 
 
จิตสำนึกของความประหยัด (Economy Awareness)
View : 19,231
 
 

               ในยุคของการแข่งขันทางธุรกิจที่องค์การแต่ละแห่งต่างต้องพยายามปรับตนเองเพื่อความอยู่รอด มีการแข่งขันกันทางธุรกิจที่มากยิ่งขึ้นทุกขณะ พบว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันแทบจะไม่พบว่ามีบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่สามารถผูกขาดหรือถือครองส่วนแบ่งการตลาดได้แต่เพียงบริษัทเดียว และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้องค์การต่าง ๆ ต่างต้องสร้างความอยู่รอดให้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกระบวนการทำงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงความรู้ ความสามารถ และทัศนคติของพนักงานที่ถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญอันจะส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจขององค์การต่อไป

 
ปัจจัยด้านหนึ่งที่เป็นสัญญาณบอกเหตุว่า องค์การจะสามารถอยู่รอดได้หรือไม่ นั่นก็คือ ผลประกอบการของบริษัท กำไร รายได้ ยอดขาย ส่วนแบ่งการตลาด และ “ต้นทุน”ทั้งนี้บริษัทที่มีรายได้มาก มิได้บ่งบอกว่าบริษัทจะมีกำไรมากขึ้นตามไปด้วย เพราะหากบริษัทมีต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลให้กำไรของบริษัทลดน้อยลง ดังนั้นเรื่องของต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจึงมีผลโดยตรงต่อผลประกอบที่องค์การต้องการ
 
และด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น การรณรงค์เพื่อช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะสามารถช่วยควบคุมและลดต้นทุนที่เกิดขึ้นนี้ได้
 
การกระตุ้นให้เกิด‘จิตสำนึกของความประหยัด” (Economy Awareness) จึงเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของแต่ละองค์การ จิตสำนึกของความประหยัดจะหมายถึง ความเข้าใจถึงสาเหตุและเหตุผลของการประหยัด การร่วมมือกันเพื่อรักษา ควบคุมดูแล และหาวิธีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เหมาะสมและเป็นไปตามความจำเป็น รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือโครงการที่จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้เกิดความประหยัด ตลอดจนการกระตุ้นและสนับสนุนให้พนักงานในองค์การมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 
นอกจากนี้ยังพบว่า มีองค์การบางแห่งได้กำหนด “จิตสำนึกของความประหยัด” เป็นความสามารถด้านหนึ่งและเป็นหนึ่งในความสามารถหลัก หรือ Core Competency ที่สำคัญ โดยถือว่าเป็นเรื่องของทัศนคติ มุมมอง การรับรู้ และจิตใต้สำนึกของคนอันส่งผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมา ดังนั้นเพื่อกระตุ้นให้พนักงานทุกคนมีจิตสำนึกของความประหยัดร่วมกัน ความสามารถดังกล่าวจึงได้ถูกนำมาใช้ในการวัดและประเมินผลงานของพนักงานแต่ละคน ซึ่งได้มีการกำหนดพฤติกรรมที่คาดหวังของระดับพนักงานที่แตกต่างกันออกไป ดังไปนี้
  
ระดับพฤติกรรม
รายละเอียดของพฤติกรรม
ระดับ 5
สำหรับผู้อำนวยการ
¨     กำหนดแนวทาง กลยุทธ์ และโครงการหรือกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้พนักงานเกิดจิตสำนึกของการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด          
¨     โน้มน้าวชักจูงให้พนักงานเห็นความสำคัญและปรับพฤติกรรมให้มีส่วนร่วมในการประหยัดทรัพยากรของบริษัท
¨     เป็นตัวแทนขององค์การในการถ่ายทอดวิธีการและโครงการเพื่อปลูกจิตสำนึกให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
ระดับ 4
สำหรับผู้จัดการ
¨     อ้างอิงได้ถึงเหตุการณ์ ตัวบุคคล หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรที่ประหยัดจาก องค์การภายนอกที่ประสบผลสำเร็จ (Best Practice) ได้
¨     นำเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้พนักงานเกิดจิตสำนึกในการประหยัดร่วมกัน
¨     ชี้แนะให้สมาชิกทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานให้ความร่วมมือและร่วมกันประหยัดทรัพยากรของของบริษัท
ระดับ 3
สำหรับหัวหน้างาน
¨     อธิบายและตอบข้อซักถามถึงเหตุผลและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
¨     ควบคุมดูแล รักษา และใช้ทรัพย์สินและทรัพยากรของบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุด
¨     สามารถสอนเทคนิค และวิธีการในการใช้ทรัพย์สินและทรัพยากรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ สูงสุด
ระดับ 2
สำหรับพนักงานอาวุโส
¨     ชี้แนะให้สมาชิกในทีมช่วยกันและร่วมมือกันในการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
¨     สามารถเลือกใช้ทรัพยากรอื่นมาทดแทน กรณีที่ทรัพยากรที่ต้องใช้มีไม่เพียงพอ                    /ขาดแคลน
¨     รู้วิธีการใช้ทรัพย์สินและทรัพยากรของบริษัทให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่า
ระดับ 1
สำหรับพนักงาน
¨     แสดงออกถึงความเข้าใจในเหตุผลและประโยชน์ที่จะได้รับจากการร่วมแรงร่วมใจใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
¨     แสดงออกถึงความเต็มใจที่จะให้ความร่วมมือในกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
¨     อธิบายได้ถึงเหตุผล และวิธีการของการประหยัดให้แก่สมาชิกในทีมงานรับรู้ได้
 
จากความพยายามที่องค์การได้ตระหนักถึงการปลูกฝังให้พนักงานมีจิตสำนึกของการประหยัดนั้น หากดูผิวเผินแล้วอาจคิดว่าองค์การจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ พบว่าแท้จริงแล้ว มิใช่ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับองค์การแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ความมุ่งหวังให้พนักงานมีจิตสำนึกของการประหยัดก็เพื่อความต้องการที่จะลดค่าใช้จ่าย หรือต้นทุนที่เกิดขึ้น เพราะหากค่าใช้จ่ายลดลง แน่นอนว่ากำไรที่องค์การจะได้รับนั้นย่อมจะมีมูลค่าที่มากขึ้น เนื่องจากกำไรจะเกิดขึ้นจากการนำรายได้หักด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น 
 
และเมื่อองค์การมีกำไรที่มากขึ้น ประกอบกับมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ลดลง จึงเป็นเหตุให้ผลตอบแทนที่พนักงานจะได้รับนั้นย่อมมีมูลค่าที่มากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปรับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น จำนวนโบนัสที่มากขึ้น รวมถึงความมั่นคงปลอดภัยในการทำงานที่จะเกิดขึ้นตามมา จึงเห็นได้ว่าพนักงานจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการมีจิตสำนึกร่วมกันในการประหยัด (Economy Awareness) ด้วยเช่นกัน  แต่ทั้งนี้คำว่า “ประหยัด” นั้นขอให้มองไปที่ทรัพยากรทุกประเภท เช่น ทรัพยากรในด้านตัวเงิน (Money) เครื่องจักรและวัตถุดิบ (Machine) อุปกรณ์ต่าง ๆ  เวลา (Time) และกำลังคน (Man) ที่ต้องใช้ในการทำงานแต่ละประเภท เป็นต้น
 
ดังนั้นการปลูกจิตสำนึกเรื่องการประหยัดให้กับตนเองนั้น แน่นอนว่าจะนำประโยชน์มาสู่ตนเองเช่นเดียวกัน พบว่านอกเหนือจากรายได้ที่มากขึ้นแล้ว ยังเป็นปลูกฝังนิสัยที่ดีติดตัวต่อไปด้วยเช่นกัน ซึ่งคุณเองสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการทำงานและการดำเนินชีวิตส่วนตัว
 

ขอขอบคุณบทความโดย :

 

 

ดร. อาภรณ์ ภู่วิทยพันธ์
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
บริษัท ไทยสกิลล์ พลัส จำกัด

Bookmark and Share
 
< back
 
 
 
 
 
twitter twitter