Home > News


 
 
การทำโฆษณาและเสริมสร้างพลังสู่แบรนด์
View : 25,249
 
 

    
          สิ่งที่นักการตลาด และผู้บริโภคต่างให้ความสำคัญกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคนี้ก็คือ การสร้างหรือทำแบรนด์  (Branding) เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคมี สินค้า-แบรนด์ (ตรา หรือ ยี่ห้อ) ให้เลือกมากมายในท้องตลาด และถ้า SME ใดสามารถสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด หรือ สร้างพลังให้กับแบรนด์ได้ ก็จะทำให้ SME นั้นสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่า และการขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างง่ายดาย  แบรนด์ หรือ ตราสินค้า จึงเป็นทรัพย์สินที่สำคัญมากเป็นอันต้นๆ ของธุรกิจ เพราะมูลค่าของตราสินค้ามีแต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ถ้าสร้างแบรนด์ เป็นที่นิยมของตลาดได้ ตัวอย่างเช่น มูลค่าของบริษัท ไนกี้ (Nike) ทั้งหมด 100% เป็นมูลค่าของแบรนด์ 80 % ส่วนทรัพย์สินจริงๆ มีมูลค่าเพียง 20% ของมูลค่ารวมทั้งหมด หรืออีกนัยหนึ่งถ้าคิดจะซื้อบริษัทไนกี้ ต้องจ่ายเงินสูงมูลค่าจริงของทรัพย์สิน ถึง 4 เท่า

ทำความรู้จักกับแบรนด์
 

          แบรนด์ คือ กลุ่มของข้อเสนออันแตกต่างที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสินค้ากับผู้บริโภค ซึ่งขั้นตอนการเชื่อมหาความสัมพันธ์เป็นไปอย่างเหนียวแน่น เข้าเป้า และโดนใจที่สุด นั้นเรียกว่า ขั้นตอนการสร้างแบรนด์
 
          สิ่งที่สำคัญมากในการเชื่อมแบรนด์ กับ ผู้บริโภค ในยุคนี้ การใช้ “ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างแบรนด์” (Brand Idea) ในการคิดกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพื่อเชื่อมหา “ความเหมาะสมของแบรนด์ต่อผู้บริโภค” (Relevance) ให้ได้ ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็น หัวใจในการสร้างแบรนด์ 
 
          การเชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภค แต่ละแบรนด์จะต้องรู้จักตัวตน, จิตใจและความลึกซึ้งที่แฝงอยู่ให้ได้ และที่สำคัญอย่าลืม...ต้อง "ทันสมัย" ให้ทันยุคและแนวโน้มของชีวิตในปัจจุบันให้ได้  เมื่อนั้นแหละ แบรนด์ก็สามารถสร้าง "เชือก" ที่แข็งแรง คล้องใจผู้บริโภคของเราให้ตรึงและผูกพันกับแบรนด์อย่างเหนียวแน่น
 
         เป็นที่ทราบดีว่า เทคโนโลยีและความเก่งของสินค้านั้น เดี๋ยวเดียวคู่แข่งก็ตามทัน ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ จอแบน หรือแชมพูมีสารให้ผมนุ่ม เงา มัน ฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยสร้าง “ความต่าง” (Differentiation) ให้กับแบรนด์ในยุคนี้ ต้องเรียกว่า (Relevant Differentiation) หรือ “ความแตกต่างที่เกี่ยวพันกับการต้องการลึกๆ ของคนที่ไม่เหมือนกัน” เช่น  ยาสีฟันเพื่อฟันขาวมีทุกยี่ห้อใช้ ประเด็นของความเชื่อมั่น...ให้เป็นที่เชื่อถือได้ในความขาว เหมือนครูสอนหนังสือเด็กๆ แบบคอลเกต หรือพูดถึงเสน่ห์และความมั่นใจในฟันขาวจนผู้หญิงต้องเดินชนเสา จากประกายฟันของชายหนุ่มแบบใกล้ชิด  เป็น 2 ตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นถึงความแตกต่างของแบรนด์ที่สินค้าพูดจุดขายเรื่องฟันขาวเหมือนกัน แต่มี Relevance ที่ต่างกัน
 
          การ “สร้างแบรนด์” คือกิจกรรมการทำแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งให้เกิดขึ้นในตลาดและอยู่ได้อย่างถาวร เป็นอย่างดี การสร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่การทำการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายรวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การวิจัยตลาด อาจหมายถึงการสร้างช่องทางขายใหม่ก็ได้ ฯลฯ 
 
          สรุปว่า การสร้างแบรนด์เป็นการพูดเหมารวมไปเลย เหมาถึงทุกกิจกรรม ดีๆ ที่ทำให้แบรนด์ (หรือยี่ห้อ) นั้นเข้มแข็ง เช่น ร้านสุกี้เอ็มเค (MK) มีกระบวนการสร้างแบรนด์มายาวนาน มีวัฒนธรรม-ตรา (Branding Culture) เริ่มตั้งแต่การสร้างจุดขายเรื่องความอร่อยอย่างง่ายๆ พร้อมการ บริการที่เกินมาตรฐาน ต่อด้วยการเปลี่ยนระบบความปลอดภัยให้เป็นเตาไฟฟ้าเจ้าแรก ต่อด้วยโฆษณาที่ตรงกับจุดขาย การเปลี่ยนระบบสั่งอาหารเป็นระบบคอมพิวเตอร์ และกระบวนการ ฝึกพนักงานอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้เอ็มเคกลายเป็น 1 ในแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและมีมูลค่ามากๆ
 
           คำว่า “แบรนด์” นี้ถือเป็นศัพท์ใหม่ช่วงประมาณ 20 ปีหลัง เป็นศัพท์ที่ใช้แทนคำว่า “โปรดักต์” (Product) หรือผลิตภัณฑ์  บริษัทพรอคเตอร์แอนด์แกมเบิ้ล (Procter & Gamble) หรือ พีแอนด์จี  ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นผู้บัญญัติศัพท์ใหม่นี้โดยการใช้เรียกชื่อ ผู้กุมบังเหียน สินค้าแต่ละตัวว่า “แบรนด์เมเนเจอร์”(Brand Manager) แทนการเรียกแบบเก่าว่า “โปรดักต์เมเนเจอร์”(Product Manager) โดย พีแอนด์จี ปลูกฝังจิตสำนึกใหม่ว่า ผู้จัดการของผลิตภัณฑ์นั้น แต่ละคนไม่ใช่แค่ผู้จัดการสินค้าเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ฟูมฟักทั้งแบรนด์ ทุกขนาด ทุกสี ทุกกลิ่น เพราะโปรดักต์เมเนเจอร์อาจเป็นผู้จัดการ แค่บางขนาด บางสี 
 
           แบรนด์เมเนเจอร์มีสิทธิ์ทุกอย่างในการดูแลความเป็นอยู่ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับฝ่ายขายให้ลดหรือขึ้นราคา กับฝ่ายผลิตให้มีขนาดใหม่ ฝ่ายบัญชีให้ลดหรือเพิ่มงบการตลาด ฯลฯ หน้าที่หลักของแบรนด์เมเนเจอร์คือสร้างแบรนด์ของตน แบรนด์เมเนเจอร์ค่อนข้างมีสิทธิ์มีเสียงมากทีเดียว และยังกลาย เป็นอนาคตสำคัญๆ ของบริษัทในตำแหน่งใหญ่อีกด้วย


ประโยชน์ของการสร้างแบรนด์ที่มีพลัง หรือ วัฒนธรรม-ตรา (Branding Culture)
 
1. มีพฤติกรรมการบริโภคมากขึ้น ในแง่จิตวิทยา ถ้ามนุษย์เมื่อคุ้นเคย และพอใจสิ่งนั้นใดมากๆ แล้วไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพยายามหาสิ่งใดมาทดแทน
2. ทำให้เจ้าของแบรนด์มีอำนาจต่อรองในการเจรจากับผู้จำหน่ายสินค้า
3. สร้างมูลค่าให้กับแบรนด์  ทำให้สินค้ามียอดจำหน่ายค่อนข้างยั่งยืน และยากที่จะลอกเลียนแบบได้โดยง่าย
4. ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในตัวสินค้า ทั้งๆ ที่ไม่เคยใช้แบรนด์นี้มาก่อน
5. ทำให้ผู้บริโภคยอมเสียเงินเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากซื้อสินค้าที่ไม่มีแบรนด์

การสร้างแบรนด์ให้เกิดความนิยม
 
1. สร้างสัญลักษณ์ตัวแทน สินค้า บริการ สถานที่ คน องค์กร (ทั้ง โลโก้ และ สโลแกน)

           คนเรานั้น จะจดจำภาพได้ดีกว่าตัวอักษร แต่สมองเราก็สามารถแปลตัวอักษรให้เกิดภาพและความรู้สึกได้ดีเช่นกัน ดังนั้น การที่เราสร้างให้ภาพหรือโลโก้แทนสินค้าหรือบริการ นั่นหมายถึง เรากำลังสร้างตัวแทนเพื่อบ่งบอกถึงลักษณะของสินค้าที่เรามีอยู่  ยิ่งเรามีสโลแกนที่ทำให้ความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายมีความรู้สึกตามความเป็นจริง กับ สินค้าหรือบริการที่เราให้ได้ด้วยนั้น จะทำให้กลุ่มเป้าหมาย สามารถจดจำแบรนด์ของเราได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น เห็นโลโก้ของ  สวนสยาม ที่มีสไลเดอร์ มีคลื่นสีฟ้า ที่แตกต่างจากสระว่ายน้ำทั่วไป และยิ่งมี สโลแกนที่ว่า ทะเลกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้ความรู้สึกที่เคยได้ไปเที่ยวที่สวนสยาม เกิดขึ้นในใจของเราได้มาก
  ที่สำคัญเมื่อ SME สร้างสัญลักษณ์ตัวสินค้าหรือบริการได้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การนำไปจดทะเบียน ไม่ว่า SME นั้นจะไปจดก่อน หรือ หลังเริ่มใช้งานก็ตาม แต่อย่าได้รอให้แบรนด์นั้นได้รับความนิยมก่อนค่อยจด ไม่อย่างนั้น อาจจะต้องเสียแบรนด์ หรือ สัญลักษณ์ ไป
 
2. สร้างคุณค่าความประทับใจให้กับสัญลักษณ์  (เมื่อได้เห็นแล้วอยากให้รู้สึกอย่างไร)

           สิ่งนี้จะเน้นถึงความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายกับการตีความกับสัญลักษณ์ของเรา สินค้าและบริการจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างให้แบรนด์ นั้นส่งผลกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดี  บางแบรนด์ มีโลโก้ที่ไม่สวยเท่าไหร่ แต่ความเรียบง่าย กลับทำให้รู้สึกว่า เป็นสินค้าคุณภาพ อย่างเช่น American Standard ทำให้เรารู้สึกว่า เป็นมาตรฐานของอเมริกา และ สินค้าของเขาก็ได้มาตรฐาน คุณภาพดี ซึ่งส่งผลให้กับแบรนด์ ได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างนี้เป็นต้น
 
3. ทำการตลาดสินค้าโดยผ่านแบรนด์  (เพื่อสนับสนุนแบรนด์ เช่น คุณภาพ ราคาของสินค้า ช่องทางของสินค้า)

           คุณค่าทางด้านจิตใจของกลุ่มเป้าหมายนั้นมีค่ายิ่งสำหรับแบรนด์  ดังนั้นเมื่อ SME ทำการตลาดทุกครั้งต้องนึกถึงแบรนด์ด้วยว่า กำลังสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าหรือบริการนั้นได้ตรงกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่  หรือว่า สร้างให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ในสิ่งที่ SME อยากให้เขารับรู้ หรือ รู้สึกอย่างที่ต้องการได้หรือไม่ อย่างเช่น ปากการาคาแพงยี่ห้อต่างๆ ก็จะใช้กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างออกไป การโฆษณา จะจับกับสื่อที่กลุ่มผู้บริโภคระดับบน อย่างเช่น หนังสือบนเครื่องบิน หรือสนามบิน เป็นต้น
 
4. ทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ในทางที่ดี  (ทั้งทางตรงและทางอ้อม)

           เมื่อแบรนด์ออกสู่ตลาด ย่อมหนีไม่พ้นกับการสื่อสารให้ตรงกับแบรนด์  ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงการรับประกัน หรือ สัญญาที่ให้ไว้กับแบรนด์ ว่า กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้านั้นจะได้รับตามที่แบรนด์ได้สัญญาทางจิตใจ หรือ แม้นแต่คำกล่าวอ้างต่างๆ เพื่อเสริมให้ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์นั้น มีความรู้สึกที่แนบแน่นมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น หากโฆษณาไปว่า "ราคาที่ถูกกว่า..."  ก็ต้องพยายามทำให้คำเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมา หากไม่สามารถทำได้ ก็จะทำให้ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ มีความรู้สึกที่ลดน้อยค่าลงไปเรื่อยๆ ตามลำดับ 
 
5. ตอกย้ำความรู้สึกที่ดีให้กับแบรนด์ 

          การสื่อสาร หรือ โฆษณาประชาสัมพันธ์มีผลกับการตอกย้ำความรู้สึกของแบรนด์ทั้งสิ้น สินค้าหรือบริการดีๆมากมาย ต้องลงทุนสร้างชื่อเสียงให้กับสินค้าและบริการไปด้วยเงินมหาศาล แต่ก็ต้องเงียบเหงาไปเมื่อเวลาผ่านไปมากขึ้น ความรู้สึกที่เคยรู้สึกดีก็ลดลง  ซึ่งอาจจะต้องเสียเงินเพื่อสร้างชื่อเสียงกลับขึ้นมาใหม่ หรือ ต้องหาช่องทางใหม่ๆ อันเนื่องจากไม่มีความต่อเนื่องในการตอกย้ำความรู้สีกที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ  ดังนั้นการสร้างชื่ออาจจะยาก แต่การรักษาชื่อเสียง และความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ กลับยากกว่า ต้องอาศัยเงินและ ปัจจัยต่างๆ เป็นองค์ประกอบมากมาย ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการใช้สื่อ และการโฆษณา จะมีการกล่าวในรายละเอียดในหัวข้อต่อไป
 
6. ตรวจวัดความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายกับแบรนด์ที่เราสร้างขึ้น  (เพื่อทำการบริหารแบรนด์ได้ตรงกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายต่อไป)
 
          การจะตอกย้ำความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายให้ถูกจุดนั้น เราควรจะศึกษาพฤติกรรม และความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายที่มีกับแบรนด์นั้นๆ ด้วย อย่าใช้ความรู้สึกของตนเองเป็นตัวตัดสินว่า คนอื่นคิดอย่างไร เพราะว่า ความรู้สึกของเจ้าของกิจการมักจะเข้าข้างสินค้าและบริการของตนเองอยู่เสมอ ดังนั้นการตรวจวัดความรู้สึกต่างๆ จึงควรใช้งานวิจัย เพื่อทดสอบความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายว่ามีความรู้สึกเช่นใดกับแบรนด์ของเราจริงๆ อย่างเช่น ร้านสเต็กชื่อดังที่ขายเนื้อสเต็กเป็นหลัก เมื่อทำการวิจัยแบรนด์แล้วพบว่า กลุ่มเป้าหมายไม่ได้ชื่นชมกับสินค้าหลักของตน แต่กลับไปชื่นชอบ สลัดบาร์ที่ตักได้ไม่จำกัด ซึ่งต้องเน้นการตลาดไปอีกทาง หรือ เปลี่ยนทัศนคติกับแบรนด์ไปอีกทาง เพื่อรองรับกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายเป็นต้น
 
7. สร้างส่วนขยายของแบรนด์เพิ่มเพื่อสร้างความรู้สึกใหม่ๆให้กับกลุ่มเป้าหมาย (เมื่อแบรนด์อยู่ในใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว)
 ทำให้กลุ่มลูกค้ามีความรู้สึกที่ไม่จำเจกับแบรนด์เดิมๆ หรือ ภาพลักษณ์เดิมๆ และ ต้องตรวจวัดความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมาย กับ ส่วนขยายของแบรนด์ว่า มีผลกับกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด
 
          แบรนด์บางแบรนด์จะกลายเป็นคุณลักษณะหลักๆ ของสินค้า หรือ บ่งบอกถึงบริษัทฯไป ดังนั้น การสร้างส่วนขยายของแบรนด์ จึงจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางจิตใจอีกมุมหนึ่ง หรือ เน้นในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ อย่างเช่น ชื่อ โต้โยต้า (TOYOTA) เราจะนึกถึง รถยนต์ และ รถกระบะ แต่เวลาพูดถึง TOYOTA CAMRY ก็จะมีความรู้สึกว่าเป็นรถเก๋งที่ใหญ่กว่า TOYOTA COROLLA เล็กกว่า แต่ก็ใหญ่กว่า TOYOTA VIOS แต่ถ้าพูดถึง TOYOTA VEGO เป็นรถกระบะ ซึ่งชื่อที่มาเสริมเหล่านี้ คือ ชื่อส่วนขยายของแบรนด์ โดยตัวมันเองก็อาจจะกลายมาเป็นแบรนด์เอง
 
8. ป้องกันไม่ให้แบรนด์มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดี และ ปรับปรุงให้แบรนด์มีการตอกย้ำคุณค่าในรูปแบบใหม่ๆอยู่เสมอ (ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัย)

           สินค้าบางอย่างกว่าจะสร้างแบรนด์มาได้ใช้เวลานานหลายปี  แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ผันผวน ความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้านั้น จะเปลี่ยนแปลงไปในทันที ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้มีให้เห็นมากมาย คนเราจะจดจำสิ่งที่ไม่ดีได้รวดเร็ว กว่าการจดจำในสิ่งที่ดีๆ  ดังนั้น เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นกับแบรนด์ ต้องแก้เกมส์อย่างรวดเร็ว แต่หากไม่มีเรื่องอะไรมากระทบกับแบรนด์ ก็ต้องปรับปรุงและตอกย้ำแบรนด์อยู่เป็นประจำ เพื่อให้เขารู้สึกว่าแบรนด์นี้ทันสมัย และเป็นสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายควรที่จะหาซื้อไว้ 

9. เมื่อมีสินค้าใหม่ บริการใหม่ ต้องทำให้ มีความรู้สึกที่กลมกลืนกับ แบรนด์เดิมให้ได้

          เมื่อมีสินค้าใหม่ๆ หรือ บริการใหม่ๆ และ ยังใช้แบรนด์เดิมๆ ต้องพยายามผสมผสานความรู้สึกเดิมๆของลูกค้า กับคุณสมบัติของสินค้าใหม่ หรือ บริการใหม่ ให้มีความรู้สึกที่ใกล้เคียงกัน อย่าแตกต่างกันมาก ซึ่งหากจะต้องการสร้างให้แตกต่างกัน ก็ควรสร้างเป็นแบรนด์ใหม่ไปเลยเพื่อใช้ในการขยายตลาดอื่นๆไปได้อีก  เช่น Pepsi สร้างแบรนด์มาในรูปแบบ น้ำอัดลมโคล่า เมื่อออกสินค้าใหม่ เป็นน้ำอัดลมที่รสชาดเหมือนเดิม แต่ไม่มีน้ำตาล ใช้ชื่อ Pepsi Max เพื่อให้คงความรู้สึกรสชาดเหมือนกับ Pepsi แต่ไม่มีน้ำตาล  เมื่อออกสินค้าใหม่เป็นเครื่องดื่ม รสส้ม ให้ความรู้สึกถึงความสดใส สุขภาพดี ก็ตั้งชื่อออกมาว่า ทรอปิกคาน่า ทำให้แตกต่างจากชื่อเดิมไปเลย เพื่อป้องกันความสับสนกับแบรนด์ Pepsi เดิม
 
10. นำแบรนด์เข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือ ตลาดใหม่ (โดยใช้ฐานเก่าเป็นตัวสนับสนุน)
 
          แบรนด์ใดๆ ย่อมมีกลุ่มเป้าหมายของตนเอง แต่ในบางครั้ง กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์อาจจะสามารถขยายออกไปได้ อย่างเช่น การขยายออกสู่ต่างประเทศ อย่างเช่น กระทิงแดง หรือ วัวแดง ก็ขยายกลุ่มเป้าหมายของตนเองออกไป ไปสู่ตลาดใหม่ แต่ก็ยังมีตลาดในเมืองไทย และไม่ได้ทิ้งลูกค้าเก่าเพราะเป็นฐานลูกค้าที่ดี และ เงินส่วนใหญ่ก็มาจากลูกค้าในเมืองไทย

การวางแผนใช้สื่อเพื่อการสร้างพลังสู่แบรนด์ 
 
1. การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
          การวางแผนลงทุนในการสื่อถึงผู้บริโภคเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะเจ้าของแบรนด์ จะต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนเท่าไร ที่ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้จักแบรนด์ของเขา คำถามที่ว่าจะต้องลงทุนโฆษณาเท่าไร และจะขายได้เท่าไร และบริษัทโฆษณาจะรับประกันได้ไหมว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้า ก่อนอื่นเจ้าของ ผู้บริหารงานตลาด หรือนักสร้างแบรนด์  ต้องกำหนดเรียบร้อยแล้วว่า กลุ่มเป้าหมายของสินค้าแบรนด์นี้คือใคร และมีจำนวนเท่าไร
 
เช่น การแบ่งส่วน (Segmentation) ของตลาดยาสีฟันในประเทศไทย ที่บริษัทได้สร้างสินค้าแนวใหม่ ผู้บริหารการตลาดได้กำหนดกลุ่มป้าหมาย ซึ่งมีประมาณ 31% ของจำนวนครอบครัวของประเทศ จากการวิจัยตลาดทางบริษัทได้พบว่า กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวในจำนวน 1,000 คน ที่ได้รู้จัก ลองใช้ และได้ยอมรับราคาที่กำหนดไว้ 25% และบอกว่าจะซื้อใช้แน่นอน และจะใช้ประมาณ 5 หลอดต่อปี ดังนั้นศักยภาพของตลาดคือ 31% ของ 12 ล้านครอบครัว (35%ของ 12 ล้าน = 3,720,000,000) ได้รับรู้แบรนด์ ( Brand Awareness) เป็น 25% ของกลุ่มเป้าหมายที่รับรู้สินค้าใหม่ (25%ของ 3,720,000,000= 930,000) ซื้อสินค้า จำนวน 5 หลอดต่อปี ดังนั้น ศักยภาพของตลาดจะอยู่ที่ 4,650,000 หลอดต่อปี (930,000X5) ราคาขายประมาณ 100 บาทต่อหลอด จะเป็นตัวเงินประมาณ 465,000,000 บาทต่อปี เนื่องจากจะต้องพิจารณาถึงคู่แข่ง ความเสี่ยงของการลงทุน การสต๊อกสินค้า การโฆษณา การว่าจ้างพนักงานขาย เจ้าของแบรนด์อาจวางยุทธศาสตร์ ที่จะลงทุนสร้างให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักแบรนด์ เป็น 30%
 
          จากที่กล่าวมา เราจะมีความแน่ใจได้อย่างไรว่า Brand Idea ที่ได้สร้างไว้ถูกต้องแล้ว  เจ้าของแบรนด์จะต้องใช้เงินเท่าไรถึงจะทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักแบรนด์ (Brand Awareness)  ของเรา 30% สิ่งเหล่านี้ต้องมีการวางแผนอย่างดี ต้องอ้างอิงถึงการวิจัยสื่อแต่ละเดือนของบริษัทวิจัยสื่อโฆษณา ข้อมูลเหล่านี้เป็นที่มาของการคำนวณ และวางแผน สำหรับนักบริหารสื่อโฆษณา

2. การเลือกสื่อ
 
           ในการกำหนดงบประมาณในการโฆษณาและส่งเสริมการขาย เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ยิ่งเป็นสินค้าใหม่ ยังไม่เคยออกสู่ตลาดยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ถ้ากำหนดงบไว้สูงเกินไปก็ กำไรหดหาย แต่ถ้ากำหนดต่ำเกินไป “ไม่มี Impact” งานนี้ก็สูญเปล่า ก่อนจะกำหนดงบ ต้องเข้าใจก่อนว่า การโฆษณาและส่งเสริมการขาย สามารถมองได้เป็น 2 ระดับ คือ “Above the Line (ATL)” และ “Below the Line (BTL)”
 
2.1 “Above the Line Activity (ATL)”  หมายถึง สื่อโฆษณาต่างๆ ที่มีผลกระทบในวงกว้างต่อผู้บริโภค สามารถเข้าถึงผู้บริโภค ครัวเรือน ผู้สัญจรไป-มา หรือผู้ใช้บริการต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง สื่อต่างๆ เหล่านี้ มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมากพร้อมๆ กัน เรียกว่าอาจจะหลายสิบล้านคน เช่น การลงทุนโฆษณาในรายการโทรทัศน์ดีๆ ที่มีเรทติ้งสูงๆ แต่ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการโฆษณาแบบนี้ มีมูลค่าสูงมากๆ 
 
- โทรทัศน์  สำหรับรายการโทรทัศน์ดีๆ ช่วงเวลาดีๆ มีคนดูเยอะๆ ราคาน่าจะ “นาทีละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท”  ปัญหาของการลงโฆษณาโทรทัศน์ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ พอละคร/เกมโชว์พักโฆษณา ผู้ชมหลายท่านมักจะชอบ “กดรีโมตเปลี่ยนช่องทันที” แล้วสามารถกดรีโมตกลับเข้ามาชมละคร/เกมโชว์ต่อเนื่องได้อย่างแม่นยำ ทำให้ถ้าลงเวลาน้อยไม่ทั่วถึงก็ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายไม่เต็มที่
 
สื่อทางโทรทัศน์ มีความเหมาะสมกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการให้เกิดการประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ แต่จะไม่เหมาะกับขนาดธุรกิจของ SME เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดและความสามารถในการผลิต
 
  - นิตยสาร   กับนิตยสารระดับ “ชั้นนำ” การลงโฆษณาบน “หน้าปก” น่าจะอยู่ที่ 40,000 บาท ถึง 70,000 บาทต่อเล่มต่อเดือน บางเล่มอาจถึง “70,000-100,000 บาท” อันนี้ จริงๆ แล้ว “ต่อรองราคากันได้” ครับ ยืดหยุ่นกว่าโทรทัศน์ และยิ่งถ้านิตยสารเล่มนั้น “ใกล้จะปิดเล่ม” ด้วยแล้ว ยิ่งขอต่อรอง “เงื่อนไขสวยๆ” ได้มากขึ้น แต่ถ้าเป็นการโฆษณา “ภายในเล่ม” ก็จะถูกกว่านี้มาก ซึ่งถ้าจะให้ดี “ควรเลือกลงโฆษณาบนหน้าขวา” เพราะถือว่าเป็น “จุดตกสายตา” ของผู้อ่านมากกว่า “หน้าซ้าย” 
 
          นอกจากนี้ ควรดู “จำนวนยอดพิมพ์ทั้งหมดที่ระบุอยู่บนเอกสารสัญญาโฆษณาหรือบนหน้าหนังสือ” และที่สำคัญกว่านั้น คือ ควรสอบถาม “ยอดพิมพ์จริงๆ” “ยอดขายจริงๆ” และ “ยอดส่งคืน (ขายไม่หมด)” ด้วย เพราะตัวเลขต่างๆ อาจจะ “ห่างกัน” จนไม่น่าเชื่อก็ได้ ถ้าถามแล้ว เขาไม่ตอบ เราไปสอบถามที่ “สายส่งหนังสือต่างๆ” ได้
 
          นิตยสารเป็นสื่อที่อาจความเหมาะสมกับขนาดธุรกิจของ SME เพื่อการสร้างแบรนด์ สำหรับการผลิตและบริการบางประเภทที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็นต้องสื่อออกไปทั่วประเทศ เฉพาะกลุ่มเป้าหมายใดกลุ่มหนึ่ง มีค่าใช้จ่ายไม่สูงเท่าโทรทัศน์
 
- หนังสือพิมพ์   การโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นรายวัน รายสามวัน รายสัปดาห์ ความถูกแพงของค่าใช้จ่าย จะขึ้นอยู่กับระดับ “ความดัง” ของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ ด้วย “สำหรับหนังสือพิมพ์ที่ดังมากๆ นั้น ต่อให้มีเงิน ก็อาจจะลงไม่ได้ในวันหรือฉบับที่ต้องการจะลง เนื่องจากหน้าโฆษณาเต็มหมดทุกหน้ายาวเหยียดนานนับเดือน” เรียกว่าถ้าไม่มีเส้นสาย...รับรองหมดสิทธิ
 
          หนังสือพิมพ์เป็นสื่อเพื่อการสร้างแบรนด์ ค่อนข้างที่มีความเหมาะสมกับขนาดธุรกิจของ SME สำหรับการผลิตและบริการประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต้องสื่อไปถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก
 
- วิทยุ   การโฆษณาผ่านสื่อวิทยุราคา ไม่แพงมาก คนฟังเยอะ โดยเฉพาะช่วงรถติดๆ แต่ข้อเสียก็คือ ผู้ฟังส่วนใหญ่มักจะฟังกันอยู่ไม่กี่ช่อง บางคนขึ้นรถเสร็จ เปิดฟังอยู่ช่องเดียวตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงที่ทำงาน ปัญหาคือเราจะลงโฆษณาช่องความถี่ไหนดี ถ้าจะลงมากช่อง ก็ต้องเสียเงินมากขึ้น อันนี้คงต้องวัดใจเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีงบไม่มากนัก 
 
          วิทยุเป็นสื่อเพื่อการสร้างแบรนด์ ที่มีความเหมาะสมกับขนาดธุรกิจของ SME สำหรับการผลิตและบริการบประเภทที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องการสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายในท้องถิ่น, เฉพาะกลุ่ม โดยมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก
 
- บิลบอร์ด  จัดว่าเป็นสื่อโฆษณากลางแจ้งอีกประเภทหนึ่งที่ใช้ได้ และมี “Impact” แรงทีเดียว ถ้าท่านสามารถหา ทำเลที่ดีได้ ส่วนใหญ่มักจะอยู่ตาม “จุดตัดหรือจุดเชื่อม” ของถนนสายสำคัญๆ หรือทางด่วนต่างๆ
 
          นอกจากนี้ เรื่อง “ขนาด” ก็มีความสำคัญ บิลบอร์ดที่มีความยาวขนาด 25 เมตร และขนาด 50 เมตร นั้นดูเหมือนจะได้รับความนิยมจากเจ้าของสินค้าต่างๆ เป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดความยาวอื่นๆ และการเลือกใช้สื่อโฆษณาประเภทนี้ 
 
          นอกจากนี้ในปัจจุบัน สื่อโฆษณากลางแจ้ง ได้มีการพัฒนาให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อโฆษณาติดกระจกต่างๆ บนอาคารสูง หรือสื่อโฆษณาบนสถานีรถไฟฟ้า บนตัวรถไฟฟ้าหรือภายในรถไฟฟ้า ราวบันไดเลื่อนหรือขั้นบันไดทางขึ้น-ทางลงต่างๆ รถตู้ รถเมล์ รถแท็กซี่ รถสามล้อเครื่อง สถานีรถโดยสารประจำทาง ป้ายริมถนน ซึ่งจะเลือกใช้สื่อประเภทใด และวางที่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงสื่อนั้นๆ
 
          บิลบอร์ดเป็นสื่อเพื่อการสร้างแบรนด์ ที่มีความเหมาะสมกับขนาดธุรกิจของ SME กับขนาดการผลิตและบริการที่ต้องการสื่อไปยังลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วไป
 
          จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า การโฆษณาให้ครบทุกๆ สื่อตั้งแต่ ทีวี วิทยุ มาจนถึงสื่อกลางแจ้ง นั้น ต้องใช้งบประมาณที่สูงถึงสูงมาก และถ้ายิ่ง “ยิงถี่ยิบ” เท่าไร งบเราก็จะบานปลายมากขึ้นตามนั้น ดังนั้น การเลือกซื้อสื่อ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ควรต้องอาศัยผู้ที่ชำนาญการหรือเอเยนซีที่มีประสบการณ์อย่างแท้จริงมาช่วยกันคิด มาช่วยกันวางแผน  อย่างไรก็ตาม ในการ “สร้างแบรนด์” นั้น  “Above-the-Line Activity” เป็นสิ่งจำเป็นมาก ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ “การเลือกซื้อสื่อให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากที่สุด” และเหมาะสมกับขนาดของ SME นั้นๆเพื่อจะสร้าง “Impact” ให้ได้มากที่สุด เพราะการลงทุนครั้งนี้ ถ้าเรา “สร้างกระแส” ไม่ได้ งานนี้รับรอง “จ่ายเงินฟรี”
 
2.2 “Below-the-Line Activity (BTL)” นั้น เป็นอีกกิจกรรมทางการตลาด อีกประเภทหนึ่ง ที่จำเป็นต้องกระทำควบคู่ ไปกับกิจกรรม “Above-the-Line” เพราะกิจกรรมแรกเพื่อการ “สร้างแบรนด์” แต่กิจกรรมต่อไปนี้ จะเป็นกิจกรรมเพื่อการ “สร้างยอดขาย” โดยตรง 
 
          กิจกรรมเพื่อสร้างยอดขายดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ ที่สร้างขึ้น “ณ จุดขาย” เช่น ภายในห้างสรรพสินค้า ดิสเคาท์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือภายในร้านอาหาร และตรงนี้ก็รวมถึง “การออกร้าน (Booth)” ในงานต่างๆ ด้วย กิจกรรมเหล่านี้ ถือว่าเป็น “Event Marketing” ที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้หลายๆ เดือนหรือเป็นปีสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เรามักเห็นอย่างคุ้นตาเคียงคู่กับ “Booth” เหล่านี้ในงานต่างๆ คือ “พนักงาน Pretty, PG หรือ PC”
 
          สมัยก่อนหลายบริษัทนิยม “จ่ายเงินเพื่อกิจกรรมสร้างแบรนด์” เมื่อเปรียบเทียบกับ “จ่ายเงินเพื่อกิจกรรมสร้างยอดขาย” ในอัตราประมาณ 70:30 หลายปีต่อมาอัตราส่วนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็น 50:50 และในระยะหลังๆ ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง อัตราส่วนดังกล่าวของหลายๆ บริษัทเริ่มกลายเป็น 30:70
 
          เหตุผลคือ เงินที่จ่ายไปเพื่อกิจกรรมสร้างแบรนด์ (Above-the-Line Activity) นั้น วัดผลออกมาเป็น “ตัวเลขยอดขาย” ได้ยากกว่าเงินที่จ่ายเพื่อกิจกรรมสร้างยอดขาย คือ ไม่เห็นผลชัดเจนในระยะสั้น ต้องรอนานกว่าในระยะยาว และที่สำคัญคือ ไม่การันตีความสำเร็จ อีกด้วย 
 
          ไม่เหมือนกับเงินที่จ่ายเพื่อกิจกรรมสร้างยอดขาย หรือที่เรียกว่า “Below-the-Line Activity” ซึ่งวัดผลเป็น “ตัวเลขขาย” ได้ง่ายกว่าในระยะสั้น เห็นกันจะจะ และจ่ายถูกกว่ากันมาก
 
           กิจกรรมเพื่อสร้างยอดขายดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ ที่สร้างขึ้น “ณ จุดขาย” เช่น ภายในห้างสรรพสินค้า ดิสเคาท์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และตรงนี้ก็รวมถึง “การออกร้าน (Booth)” ต่างๆ ด้วย กิจกรรมเหล่านี้ ถือว่าเป็น “Event Marketing” ที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้หลายๆ เดือนหรือเป็นปี
 
          การทำโฆษณาทั้ง 2 แบบต้องทำ ควบคู่ กันไปเพื่อเสริมสร้างพลังทางการตลาด  ส่วนเรื่องที่ว่า จะแบ่งสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายกันอย่างไรนั้น อาจจะคิดง่ายๆ ได้ดังนี้ 
 
          ถ้าเป็นสินค้าประเภทคอนซูเมอร์โปรดัก เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง หนังสือ ขนมขบเคี้ยว เสื้อผ้า รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องครัว เครื่องเขียน อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ประจำวันต่างๆ เป็นต้น ควรจัดสรรงบประมาณส่งเสริมการขาย ที่เน้นหนักไปในเรื่อง “Below-the-Line Activity (BTL)” ให้มากกว่า “Above-the-Line (ATL)” สำหรับ “อัตราส่วน” จะเป็นเท่าไรนั้น จะแตกต่างไปตามแต่ละธุรกิจที่จะเห็นสมควร
 
          ถ้าเป็นสินค้าประเภท “บริการ” เช่น กิจการโรงแรม อพาร์ตเมนต์ ร้านอาหาร บริษัททัวร์ท่องเที่ยว ประกันชีวิต ประกันภัย อู่รับซ่อมต่างๆ สายการบิน สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัย โรงเรียนเอกชนต่างๆ เป็นต้น ตรงนี้ ควรจัดสรรงบประมาณส่งเสริมการขาย ที่เน้นหนักไปในเรื่อง “Above-the-Line (ATL)”  ให้มากกว่า  “Below-the-Line Activity (BTL)” สำหรับ “อัตราส่วน” จะเป็นเท่าไร ก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละธุรกิจเหมือนกัน นอกจากนี้ กิจการประเภท “บริการ” เหล่านี้ จะต้องเอาเรื่อง “ภาพลักษณ์ (Image)” เป็น “ตัวนำ” กลุ่มนี้เรื่อง “สร้างแบรนด์” ต้องมาก่อน เพราะตัวผลิตภัณฑ์เองนั้น มัน “จับต้องไม่ได้” เรียกว่า “อุตส่าห์ทำดีแทบตาย แต่คนก็ยังไม่รู้จัก” อย่างนี้ก็ขายยาก ตัวเลขรายได้ไม่มี มีแต่ค่าใช้จ่าย จะดำรงธุรกิจได้นานแค่ไหน อันนี้ต้องพึ่งความหนาของ “เงินหน้าตัก” กับ “เครดิตของเถ้าแก่” อย่างเดียวเลย 
 
การวางแผนสื่อการตลาด
 
           นักการตลาดจำเป็นต้องเข้าใจถึงบทบาทของสื่อแต่ละขั้นตอนการซื้อ และจุดที่จะพบกับลูกค้าเป้าหมาย (Contact Points) จากข้อมูลนี้ นักการตลาดจะสามารถวางแผน สื่อการตลาดแบบเบ็ดเสร็จ (Integrated Marketing Communication) ซึ่งจะสื่อ ความหมายของแบรนด์ (Brand Idea) ถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในเชิงคุณภาพและปริมาณ
ขั้นตอนกระบวนทำให้เกิดการซื้อ (Purchase Process) มีดังต่อไปนี้

-  จุดกระตุ้น เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดความ อยากซื้ออย่างมีสติและไม่มีสติ  เช่น ทำการซื้อสินค้าที่เลือกนั้นจาก
ประสบการณ์การใช้ สินค้าที่ซื้อมานั้น และพอใจ ในแบรนด์ คำตอบที่ได้ ต้องนำมาคิดว่าจะให้ Brand Idea ของเราสัมผัสกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร และ ณ ที่ไหน (Contact Points)

-  จุดสัมผัส ณ จุดการกระตุ้น เช่น พิซซ่า โดมิโนจัดแคมเปญ “โทรเดี๋ยวนี้” ระหว่างรายการแข่งขันกีฬา , Movie Time Popcorn จัดชั้นโฆษณา ที่ร้านเช่า วิดีโอ Blockbuster

-  จุดสัมผัส ณ จุดพิจารณา เช่น รถไฟใต้ดินเมโทรตั้งป้ายโฆษณา ที่ทางด่วน(ที่มีรถติดมากๆ) , น้ำผักที่บรรจุกระป๋องพร้อมดื่ม V8 โฆษณาช่วงบ่าย “ช่วงเวลารองท้อง ดื่ม V8”

-  จุดสัมผัส การค้นหาข้อมูล เช่น Disney World ใช้ Worldwide Web ในการเสนอข้อมูลที่พักที่เที่ยวของดิสนีย์, ศูนย์ให้ข้อมูลเรื่องของเพชรจัดทำแผ่นพับโฆษณา “วิธีซื้อเพชรอย่างฉลาด”

-  จุดสัมผัส ณ จุดประสบการณ์  เช่น American Airlines สื่อทางรายการทีวีวงจรปิดบนเครื่องบิน ถึงการตบแต่งภายในเครื่องบิน และแมกกาซีนของสายการบิน
 
-  ควรจะมองหรือนึกออกนอกกรอบของ Purchase Process  ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ ที่สำคัญ และไลฟ์สไตส์ อาจสามารถให้โอกาสสำคัญได้ เช่น  เบียร์ช้าง และกลุ่มแสงโสม เป็น สปอนเซอร์การแข่งขันฟุตบอลโลก โดยไม่มีการโฆษณาแทรก, สินค้าเพชรของ De Beers โฆษณาในโรงภาพยนตร์ระหว่างโปรแกรมแนวรักหวาน เพื่อเรียกความสนใจจากคู่หนุ่มสาวที่ไปดูด้วยกัน

-  ผสมผสานการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (The Communications Mix)
o    PERSONAL   - การแจกตัวอย่าง ชงชิม การสาธิตให้เห็นต่อหน้า ใกล้ตัวกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
  - การทำตลาดโดยโทรถึงตัว การแจกใบโฆษณาถึงตัว บรรจุภัณฑ์ของสินค้า Packaging
  - ส่งเสริมการขายการโฆษณาสื่อมุมกว้าง ทางทีวี วิทยุ หรือสื่อสิ่งพิมพ์
o    IMPERSONAL   การประชาสัมพันธ์ และการสปอนเซอร์กิจกรรม ห่างตัวกลุ่มเป้าหมาย  
 
พลังของแบรนด์
 
          SME ของไทยหลายรายไม่สนใจเรื่องแบรนด์ เนื่องจากมู่งแต่การเพิ่มยอดขาย สร้างความประทับให้ผู้ลงทุน หรือมองหาคนมีสามารถมาร่วมงาน แต่ความสำเร็จโดยมากพิสูจน์แล้วว่ามาจากการสร้างความแตกต่างของสิ่งที่ธุรกิจ นำเสนอในตลาด และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ดีที่สุดอย่างจริงจัง มีการใช้เวลาในการสร้างแบรนด์ ซึ่งหมายถึงรู้ว่าตัวเองเป็นใคร, ขายอะไร และลูกค้าเป้าหมายคือใคร การดำเนินการทางการตลาดทั้งหมดจะมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น  การทำธุรกิจจะง่ายขึ้นเมื่อ SME มีแบรนด์ที่ใครต่อใครสามารถจดจำได้ ด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่ง SME จะทำการขายได้โดยอย่างรวดเร็วและไม่ยากเย็น ลูกค้าจะรู้ว่าจุดยืนของSME คืออะไรก่อนการนำเสนอ สามารถช่วยส่งเสริมการขายได้ และนี่คือเคล็ดลับสำหรับการปรับแต่งเครื่องมือสร้างบุคลิกให้กับแบรนด์ซึ่งจะทำให้แบรนด์มีชีวิต และเติบโตอยู่เสมอ

ท้ายที่สุด SME ต้องเคารพต่อสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นแบรนด์ของตน ข้อความที่สวยหรูที่สุดไม่อาจทำให้ลูกค้ากลับมาซื้ออีกได้ หาก SME ไม่สามารถทำตามพันธสัญญาทางการตลาดที่ได้ให้ไว้

 
ที่มา  http://www.sme.go.th/cms/c/journal_articles/view_article_content?article_id=VC-BRAND-010908&article_version=1.0

 


Bookmark and Share
 
.doc การทำโฆษณาและเสริมสร้างพลังสู่แบรนด์ ประเภทไฟล์ : .doc ขนาดไฟล์ : 0.09 Mb ดาวน์โหลด : 476 ครั้ง
< back
 
 
 
 
 
twitter twitter